หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เผาศพแม่เฒ่า94 เก็บกระดูกพบกลายเป็นแก้ว-หยก


วันที่ 8 ก.ค. 58 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ้าน หมู่ 4 บ้านโพนขวาว ต.จิกดู่ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ หลังจากมีข่าวลือว่ากระดูกของแม่เฒ่าวัย 94 ปี หลังจากประกอบพิธีเผาทางศาสนาแล้ว ลูกหลานเก็บกระดูกออกมาเป็นแก้วและหยก พบชาวบ้านและบุตรหลานที่ทราบข่าวนั่งมุงดูกระดูก ที่มีรูปร่างต่างๆ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกระดูกคนมีบุญ ต่างก็ขอนำไปกราบไหว้ เพื่อเคารพบูชา

 นายประชิต แสนสม อายุ 62 ปี ข้าราชการบำนาญ หลานชาย บอกว่า กระดูกที่กลายเป็นแก้วและหยก คือ กระดูกของนางสี สิงห์เทา อายุ 94 ปี อยู่หมู่ 4 ต.จิกดู่ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ อายุ 94 ปี ได้เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ฌาปนกิจศพที่เมรุวัดโพนขวาว วันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา และเก็บกระดูกวันที่ 1 ก.ค. เพื่อนำมาทำบุญตามประเพณี


 แต่ขณะเพื่อนบ้านและบุตรหลานทำพิธีเก็บกระดูกตามปกติ พบว่ากระดูกส่วนใหญ่มีสีขาวโพลน กระดูกนับ 10 ชิ้น เป็นรูปร่างต่างๆ มีสีขาวใส เหมือนแก้วและหยก ทำให้ผู้พบเห็นต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกระดูกของคนมีบุญ แบ่งกระดูกไปเพื่อกราบไหว้ ซึ่งปกติคุณยายสี เมื่อยังมีชีวิต ชอบทำบุญปฏิบัติธรรม แม้แต่ขณะล้มป่วย ยังให้บุตรหลานขึ้นมาตักบาตรพระ ก่อนจะเสียชีวิต

 นายประชิตยังบอกว่า ผู้ที่มีกระดูกเป็นแก้ว มีแต่ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทั้ง กาย วาจา และใจตรงกัน

ข้อมูลจาก http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436330198

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บุคคลยุคต้นวิชชา ตอนที่ 2


🌟บุคคลยุคต้นวิชชา ตอนที่ 2🌟
🌟ไอ้จุลณีมึงรู้หมด ชาตินี้มึงจะขนาดไหนวะนี่ แล้วท่านก็บอกว่า ผู้สืบทอดจะมาเรียนวิชชาของหลวงพ่อ มาทำวิชชาต่อเพื่อไม่ให้มารมาลบล้างวิชชาของหลวงพ่อ วิชชาจะไม่มีวันหมด
ตรงนี้มันคือรอยต่อ ถ้าหากว่าไม่มีใครสืบทอด วิชชาหลวงพ่อก็จะหมด เพราะมารมันบังหมด นอกจากหลวงพ่อต้องกลับมาเกิดอีก แล้วมาทำวิชชาอีก ถ้าหากว่า ตรงนี้รอดพ้นจากมารไปได้เราก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว
ท่านพูดอย่างนี้นะ ท่านบอกว่า ต้องไปนิมนต์มาจากชั้นดุสิต คนนี้เป็นคนที่มีบุญญาธิการ ผิวจะดีมาก รูปร่างดี หน้าตาจะสวยมากอย่างกับเทพบุตร แล้วองค์นี้จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก และจักรวาลเลย
ผู้สืบทอดจะมาสร้างสถานที่ที่ไม่ค่อยจะเหมือนวัดไทยเท่าไหร่ แต่คนทั้งโลกจะเข้าใจได้ว่า เป็นสถานปฏิบัติธรรม คนจะมากันมาก มาทำวิชชา มากันทั่วโลก เราจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในฝ่ายขาว สถานที่นี้จะอยู่ทางทิศเหนือไม่ใกล้ไม่ไกล พอไปพอมาจากวัดปากน้ำ องค์นี้จะมารับวิชชาจากหลวงพ่อไป
แล้วท่านก็บอกว่า พ่อนี้อยู่ไม่ทันหรอก อยู่ไม่ถึงจังหวะนั้น แล้วหลวงพ่อก็ยังหันมาทางผมด้วยว่า ให้เราเร่งทำวิชชาด้วยจะได้ช่วยเขา วิชชาของหลวงพ่อจะได้สำเร็จลุล่วงไปได้
🍀เล่าเรื่องโดย พระเตชะวัน อาภากโร อดีตสามเณรจุลณี

หลวงพ่อดีเนาะ..ผู้มองโลกในแง่ดี


มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ซึ่งเลื่องลือกันว่าว่า เป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์ วันหนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที ท่านจึงว่า "ไม่มา ก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า" ท่านฉันข้าวได้ไม่กี่คำ โยมก็มารับพอดี กราบกรานขอโทษที่มาช้า เหตุเพราะว่ารถเสีย หลวงพ่อจึงหยุดฉัน "ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ"
หลวงพ่อนั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับ คนขับบอก "รถเสียครับ" หลวงพ่อก็ว่า "ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ" คนขับง่วนอยู่กับรถพักใหญ่ ทำอย่างไรเครื่องก็ไม่ติด จึงออกปากขอร้องให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่แล้ว ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ แต่แทนที่จะบ่น ท่านกลับยิ้ม บอกว่า "โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ" แล้วท่านก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้ ปรากฏว่ากว่าจะถึงบ้านงานก็เลยเที่ยงแล้ว หมดเวลาฉันอาหารไปแล้ว เป็นอันว่า วันนั้นหลวงพ่ออดข้าวทั้งสองมื้อ แต่เนื่องจากได้เวลาเทศน์แล้ว เจ้าภาพจึงนิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที
หลวงพ่อก็สนองด้วยดี "ดีเนาะ” มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ” ว่าแล้วท่านก็ขึ้นธรรมมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปได้หน่อยก็โยมว่า "ดีเนาะ " แล้วก็วาง ธรรมเนียมของญาติโยมที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ เวลาท่านฉันอะไรเหลือ ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง ถือเป็นสิริมงคล แต่ลูกศิษย์ดื่มกาแฟแค่อึกแรกเท่านั้นก็พ่นพรวดออกมา "เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง!"
"ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆมานาน" หลวงพ่อว่า "ฉันเค็มๆมั่งก็ดีเหมือนกัน" ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน จะแย่แค่ไหน หลวงพ่อก็มองเห็นแต่แง่ดี ท่านจึงไม่มีความทุกข์เลย เคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับติดคุก ท่านก็ว่า "ก็ดีเนาะ มันจะได้ศึกษาชีวิต"
หลวงพ่อดีเนาะมิใช่เป็นหลวงตาธรรมดา ๆ หากเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีชื่อของจังหวัดอุดรธานี ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือทั่วประเทศ การประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นที่เล่าขานกันมากมายหลายเรื่อง เช่นมีผู้ เล่าว่า กุฏิของท่านเป็นที่จับตาของโจรผู้หนึ่ง เพราะเห็นว่ามีสิ่งของมีค่ามากมายที่ญาติโยมนำมาถวาย วันหนึ่งได้โอกาสบุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิพร้อมปืนในมือ
“นี่คือการปล้น อย่าได้ขัดขืนนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อแทนที่จะตกใจหรือโมโห ยิ้มให้โจรด้วยอารมณ์ดีและกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า “ปล้นก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ จึงพูดว่า “ถูกปล้นทำไมว่าดีละหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ทำไม่จะไม่ดีละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้า ๆ นี้ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมดข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก” โจรตอบว่า “ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียวฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์”
หลวงพ่อก็ตอบเหมือนเดิม “ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรแปลกใจจึงถามว่า “ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรล่ะหลวงพ่อ”
หลวงพ่อตอบ “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร”
โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก”
หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคย “ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรถามอีก “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก”
หลวงพ่อตอบว่า “การ ฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก” ได้ยินเช่นนี้โจรเลยเปลี่ยนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว” หลวงพ่อก็ตอบอีกว่า “ไม่ปล้นก็ดีเนาะ” มี ผู้เล่าต่อมาว่า ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาปเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ขอให้หลวงพ่อบวชให้และอยู่ในผ้าเหลืองเป็นเวลานาน ส่วนหลวงพ่อมีคนให้ฉายาท่านว่า “หลวงพ่อดีเนาะ” มาจนทุกวันนี้
หลวงพ่อดีเนาะ แห่งวัดมัชฌิมาวาส อุดรธานี เป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน อีกท่านมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ไม่เคยว่าใครหรือจับผิดใคร เจอปัญหาอะไรๆ ก็พูดว่า “ดีเนาะ” ในที่สุดจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระเทพวิสุทธาจารย์ สาธุอุทานธรรมวาที” ซึ่งแปลว่า ผู้สอนธรรมด้วยการเปล่งคำว่าดีเนาะ
*********************
ติดตามข้อคิด หลักธรรม กำลังใจ เรื่องราวดีๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/935999909859883/

ครั้งหนี่ง พระผู้มีบุญท่านหนึ่ง ถามคุณยายอาจารย์ว่า เส้นลายมือของแต่ละคนมีความหมายอะไรหรือเปล่า ?


 ท่านบอกว่าเส้นลายมือเปรียบเสมือนผังชีวิตของแต่ละคน แต่ผู้ที่ดูเป็นไม่ค่อยจะมี มีแต่พอรู้นิด ๆ หน่อย ๆ นอกนั้นก็ด้นเดาหรือคาดคะเนเอา อย่าไปเสียเวลาจะพาหลง ,
แล้วผังชีวิตสามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ดีได้หรือเปล่า ? ท่านบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวของแต่ละคนเอง ถ้าในอดีตเราทำไม่ดี ปัจจุบันก็จะประสบอุปสรรคและปัญหา แต่เราพยายามต่อสู้ตั้งใจทำแต่ความดี ก็จะช่วยให้หนักกลายเป็นเบาและสามารถแก้ไขให้กลายเป็นดีได้ในที่สุด ถ้าในอดีตเราทำแต่ความดี และปัจจุบันก็ทำแต่ความดีก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ชีวิตประสบความสุขความสำเร็จ ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรื่องยิ่ง ๆ ขึ้นไป… ( จงสู้ จงสู้ จงสู้ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจ วาสนา และชะตาชีวิต สร้างธาตุแห่งการไม่ยอมแพ้ให้เกิดขึ้นในตัวของเรา ในที่สุดเราก็จะเป็นผู้ชนะ “ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ “ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน )
*********************

ติดตามข้อคิด หลักธรรม กำลังใจ เรื่องราวดีๆ ได้ที่
https://www.facebook.com/935999909859883/

เผยคำทำนาย “ครูบาศรีวิชัย” ที่ผ่านมากว่าร้อยปี! ตอนนี้เป็นจริงทุกอย่างแล้ว???


ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ครูบาศรีวิชัย เป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ หรือส่วนราชการเลย
นอก จากนี้ ท่านยังทำนายบ้านเมืองในภายภาคหน้า ซึ่งก็คือปัจจุบัน ได้ตรงอย่างน่าขนลุก ความว่า ( ภาษากำเมือง ) “ต่อไปเบื้องหน้า… วัดจะหมอง มองจะห่าง หนตางจะเลี่ยน โฮงเฮียนจะดี คนบ่มีจะได้กิ๋นข้าว คนเฒ่าใส่เขี้ยวขาว แม่ฮ้างนางสาวจะนุ่งเตี่ยว ป่าเฮ่วม่วนเหมือนปอย ภูดอยจะล้าน คนขี้คร้านจะได้กิ๋นดี คนบ่ดีหนีไปนอนสาด ตูบกาดเต๋มบ้านเต๋มเมือง น้ำเหมืองเอาน้ำแม่ งัวควายบ่แพร่ คนเฒ่าคนแก่บ่มีไผแอ่วหา ปู๋ปล๋าหนีน้ำ เอาน้ำตกกับถ้ำเป๋นตี้แอ่วตี้จุม คนจักชุมนุมกั๋นเป๋นกลุ่มเป๋นก้อน บ้านเมืองจะเดือดฮ้อน ละอ่อนสอนบ่ฟังกำ คนใจ๋ดำมีทั่วประเทศ คนจักเหมือนผีเหมือนเผต ตึงแม่ญิงป้อจายผมมีบ่เกล้า ข้าวมีบ่ต๋ำ หนตางดีบ่มีคนไต่ ฮอยคนเหมือนฮอยงู คนจักซานบนดินมาหนึ่งศอก น้ำบ่อออกอยู่บนเฮือน เครือเขาเลื่อนบนอากาศ คนฉลาดแป๋งควายเหล็กมาขาย คนมีหูติ๊บต๋าติ๊บ ดำดินบินบนได้ จักมีในเบื้องหน้าแต้แหล่..ปี้น้องตังหลายเหย..ฯ”

โดยแปลเป็นภาษากลางได้ว่า
“ ในอนาคต วัดวาอารามจะไม่ค่อยมีผู้คนเข้าไปทำบุญหรือถือศีลฟังธรรม ครกมองตำข้าวก็จะไม่มีคนใช้ตำข้าวอีก ถนนหนทางก็จะราบเรียบใช้เดินทางไปมาอย่างสะดวกสบาย โรงเรียนก็จะใหญ่โต คนยากจนก็จะมีข้าวกิน คนชราก็จะใส่ฟันปลอมเต็มปาก แม่หม้ายนางสาวก็จะละทิ้งผ้าถุงหันไปสวมใส่กางเกงกันหมด ป่าช้าก็จะครึกครื้นด้วยเสียงเพลง (เพลงแห่ศพ..บางแห่งมีวงดนตรีแสดงสด ๆ ขณะเผาศพ หรือเปิดเพลงโปรดของผู้ตาย..) ภูเขาก็ปราศจากต้นไม้ คนเกียจคร้านก็มีอยู่มีกินอย่างดี คนชั่วช้าก็ล้มตายไป มีร้านค้าขายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง น้ำคลองซอยเล็กก็อาศัยน้ำจากแม่น้ำใหญ่ วัวควายก็ค่อย ๆ สูญพันธุ์ไป คนแก่คนเฒ่าก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ปูปลาก็ลดหายไปจากลำน้ำ ผู้คนต่างชอบท่่องเที่ยวไปตามถ้ำและน้ำตก ผู้คนมีร่วมชุมนุมประท้วงกันอย่างมากมาย บ้านเมืองจะเกิดความระส่ำระสายวุ่นวาย เด็ก ๆ ลูกหลานก็จะดื้อรั้นไม่ค่อยเชื่อฟังผู้ใหญ่ ผู้คนไร้คุณธรรมน้ำใจก็จะมีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ผู้คนก็จะเป็นเสมือนพวกภูตผีและพวกเปรตที่มีแต่ความละโมบโลภมาก ทั้งชายหญิงต่างไว้ผมยาวประบ่า ข้าวที่มีอยู่ก็ไม่ใช้ครกตำ ถนนหนทางดีแต่คนก็ไม่ใช้เท้าเดินกัน ร่องรอยของผู้คนก็คล้ายรอยงู(ล้อรถยนต์) ผู้คนก็จะเหาะเหินล่องลอยอยู่เหนือพื้นดิน ในบ้านเรือนก็มีก็อกประปามีน้ำกินน้ำใช้อย่างสะดวก สายไฟฟ้าสายโทรศัพท์มีโยงอยู่ทั่วไปในชุมชน คนที่มีความรู้ก็ผลิตรถแทรกเตอร์มาใช้ทำไร่ไถนา ผู้คนต่างก็มีหูทิพย์ตาทิพย์ (โทรศัพท์-โทรทัศน์-อินเตอร์เน็ต) ผู้คนมีพาหนะทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน-บนดิน-ลอยฟ้า หรือเครื่องบิน สิ่งเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอนนะ พี่น้องทั้งหลาย…“
หมาย เหตุ : ในบางประโยคนั้น เป็นปริศนาธรรมที่ลึกซึ้ง ที่จะต้องตีปริศนาและขบคิด ค้นหาความหมายที่ถูกต้องครับ ถ้าท่านใดเป็นผู้รู้มาช่วยแปลด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

ประวัติของครูบาศรีวิชัย
นาย อินท์เฟือน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันดาร มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ 17 ปี ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ “ครูบาขัตติยะ” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบาแฅ่งแฅะ” (หมายถึง ขาพิการ เดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา
เด็กชายอินท์เฟือน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ 3 ปีต่อมา (พ.ศ. 2442) ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า “สิริวิชโยภิกฺขุ” มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย หลังอุปสมบท
เมื่ออุปสมบทแล้ว พระศรีวิชัย สิริวิชโยภิกขุ ได้กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปาง 1 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำ และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน
ครูบาศรีวิชัย ได้รับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแต เป็นเวลา 1 พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. 2444 อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4 ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป (บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัย จึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5 ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน
ครู บาศรีวิชัย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ท่านงดการเสพหมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวทั้ง 5 เดือน ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิก และผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง 4 จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดี
คำสอนครูบาศรีวิชัย          
ครู บาศรีวิชัย มีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่าน อธิษฐานไว้ว่า “…ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว…” และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าว ในตอนท้ายของคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง
สิ่งที่ทำให้ครู บาศรีวิชัย เป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ
การสร้างถนนขึ้นดอย สุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้รับคำเรียกร้องจากศรัทธาประชาชน ให้ช่วยดำริและจัดการเรื่องนี้ จึงเริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ เชิงดอยสุเทพด้านห้วยแก้ว โดยมี พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การสร้างถนนสายนี้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากวันหนึ่งๆ จะมีผู้คนช่วยทำงานประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ถ้าคิดมูลค่าแรงงานเป็นเงินก็คงมากมายมหาศาลทีเดียว การสร้างทางสายนี้ใช้เวลา 5 เดือน กับ 22 วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478
ปัจจุบัน ท่านครูบาศรีวิชัยยังคงเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยภาค เหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเขาเผ่าต่างๆ โดยจะเห็นได้จากการที่ชาวเขากลุ่มใหญ่ในปัจจุบัน ก็ยังคงไม่กินเนื้อสัตว์ตามคำสอนของท่านครูบาศรีวิชัยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ อีกทั้งท่านยังเป็นพระสงฆ์องค์แรกๆ ที่ทำให้ชาวเขาเลิกนับถือผีสางอีกด้วย
ข้อมูลจาก siamupdate.com



ปาฏิหารย์หลวงปู่สด ตอน พยากรณ์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน



หลวงปู่ท่านได้พยากรณ์บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ องค์ปัจจุบัน ในครั้งที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังเป็นสามเณรว่า
"องค์นี้แหละ จะได้เป็นเจ้าอาวาสวัีดปากน้ำองค์ต่อไป"

ต่อมาหลังจากที่หลวงปู่มรณภาพแล้ว สมเด็จป๋าก็รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำแทนอยู่ช่วงหนึ่ง ในระหว่างปี พ.ศ.2502-2508 แต่หลังจากนั้นสมเด็จป๋า (ซึ่งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระวันรัตในสมัยนั้น) ต้องไปรับตำแหน่งและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นอีกหลายตำแหน่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชวรเวที) ได้เข้ามารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำจริงๆ ดังที่หลวงปู่พยากรณ์ไว้

ส่วนอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงที่กุฏิของหลวงปู่เก่าทรุดโทรม คณะลูกศิษย์จึงเห็นพ้องต้องกันว่า อยากจะให้หลวงปู่ท่านอยู่สะดวดสบายขึ้น จึงรวมทุนกันสร้างตึกใหม่ถวายท่าน ชื่อ ตึกมงคลจันทสร ระหว่างที่้กำลังก่อสร้างอยู่นั้น หลวงปู่ท่านมักจะออกมานั่งดูเสมอๆ และเมื่อมีผู้ถามถึงตึกหลังนี้ทีไร ท่านก็จะบอกว่า
"ตึกหลังนี้สร้างให้ 'ช่วง' เขาอยู่"

และในปัจจุบัน 'ตึกมงคงจันทสร' ก็เป็นกุฏิของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน จริงๆ ดังที่หลวงปู่พยากรณืไว้ทุกประการ

ปาฏิหารย์หลวงปู่สด ตอน พ่อตาจอมพลถนอมศรัทธาหลวงปู่มาก


เรื่องนี้มีบันทึกไว้่อย่างชัดเจนในบันทึกของ พระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพสุต) ป.ธ.6 อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่าหลวงจบกระบวนยุทธ ซึ่งเป็นพ่อตาของ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เล่าให้ท่านฟังว่า
ก่อนหน้านั้น หลวงจบได้ยินผู้คนจำนวนมากร่ำลือกันว่า หลวงปู่วัดปากน้ำพาไปนรกสวรรค์ได้ หลวงจบก็เลยพาภรรยาไปวัดปากน้ำบ้าง เพราะอยากรู้่ว่าพ่อตาที่ตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน และพอหลวงจบไปกราบหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านก็ให้พระ 1 รูป และแม่ชี 1 คน ที่ได้ธรรมกายนั่งไปดูให้ว่า พ่อตาหลวงจบตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ซึ่งก็พบว่าไปอยู่สวรรค์๋ชั้นยามาเพราะสมัยตอนเป็นมนุษย์ พ่อตาของหลวงจบเคยสร้างโบสถ์ไว้ที่วัดยายร่ม

เมื่อหลวงจบได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึง เพราะสงสัยว่า ทำไมถึงได้รู้ขนาดนั้น เพราะหลวงจบไม่เคยบอกเรื่องนี้กับหลวงปู่วัดปากน้ำ หรือบอกกับพระและแม่ชีที่นั่งเข้าที่ดูให้เลย คือ พ่อตาของหลวงจบได้สร้างโบสถ์ไว้ที่วัดยายร่มจริงๆ และเพื่อให้แน่ใจหลวงจบเลยซักโน่นซักนี่ ปรากฏว่าพระและแม่ชีัที่ได้ธรรมกายนั้นสามารถตอบถูกหมด ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือรู้ข้อมูลของหลวงจบมาก่อนเลย
อีกคราวหนึ่ง ลุงฉลอม มีแก้วน้อย หลานของหลวงปู่วัดปากน้ำเล่าให้ฟังว่า พ่อแท้ๆของหลวงจบ เป็นแขกฆ่าวัดฆ่าควาย แต่หลังจากพ่อหลวงจบตายไปแล้ว 20 ปี หลวงจบก็ไม่ได้ข่าวคราวของพ่้อเลย เพราะแกไม่มาเข้าฝันอะไรใครทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้หลวงจบก็เลยไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ท่านก็เลยสั่งแม่ชีที่ได้ธรรมกายให้นั่งไปดู แม่ชีก็บอกว่า พ่อของหลวงจบอยู่ในนรก เพราะตอนเป็นมนุษย์ ฆ่าวัว ฆ่าควาย ขายเป็นประจำวันละ 3-5 ตัว แล้วแม่ชีก็บอกต่ออีกว่า พ่อของหลวงจบ ชื่อ โต๊ะรูห์
พอแม่ชีพูดชื่อพ่อของหลวงจบเท่าั้นเอง หลวงจบก็ร้องไห้คลานเข้าไปกราบหลวงปู่ทันที เพราะแม่ชีไม่เคยรู้ประวัติของหลวงจบมาก่อน แต่วิชชาธรรมกายที่หลวงปู่สอนแม่ชี กลับทำให้สามารถรู้เรื่องของหลวงจบ และบอกว่าชื่อพ่อของหลวงจบได้ถูกต้อง และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้หลวงจบเกิดความศรัทธาหลวงปู่และวิชชาธรรมกายมาก ทำให้นับจากวันนั้น หลวงจบก็เลิกนับถือศาสนาเดิม แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และกลับไปบอกน้องชายที่ชื่อ 'อาหมัด' ว่าให้เลิกอาชีพฆ่าวัว ฆ่าควายแบบพ่อเสีย เพราะกลัวน้องชายตายแล้วต้องไปตกนรกเหมือนพ่อ